BTimes : ‘หมูทอดเจ๊จง’ ใช้แอปและสื่อโซเชียลด้วยความเป็นตัวเอง

158
0
Share:

April 16, 2020

‘หมูทอดเจ๊จง’ เปิดรับโอกาสที่ไหลเข้ามา พร้อมพาตัวเองกระโดดเข้าสู่ออนไลน์ สร้างกระแสฮือฮาให้หมูทอดในตำนานเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่าในยุคที่ความเป็นดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ส่งผลให้เจ้าของกิจการต้องรู้จักปรับตัว ดึงเอาข้อดีของเทคโนโลยีเหล่านั้นมาผสมผสานสร้างเป็นโมเดลที่กระตุ้นให้ธุรกิจเติบโตอย่างสวยงาม

คุณจงใจ กิจแสวง หรือ เจ๊จง เจ้าของร้าน หมูทอดเจ๊จง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นตัวผลักดันให้ ‘หมูทอดเจ๊จง’ เข้าสู่โลกออนไลน์จนเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นคือ การที่มีนักศึกษาปริญญาเอกติดต่อเข้ามาขอสร้างเพจเฟสบุ๊คให้กับทางร้าน ซึ่งงานนี้เป็นส่วนหนึ่งในการทำวิทยานิพนธ์ที่มีผลต่อการเรียนจบ สุดท้ายเจ๊จงก็อนุญาตให้ดำเนินการได้ หลังจากการทำวิทยานิพนธ์จบลงนักศึกษาคนดังกล่าวก็ได้ส่งไม้ต่อให้กับทางเจ๊และลูกสาวเป็นผู้จัดการข้อมูลบนเพจ โดยในตอนนั้นเจ๊ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้มากนัก จึงได้ชวนลูกสาวเข้าไปฟังสัมมนาเกี่ยวกับสื่อโซเชียลมีเดียด้วยกัน จนได้รับคำแนะนำจากวิทยากรที่มาบรรยายว่า เจ๊ควรจะต้องดูแลเพจนี้ด้วยตนเอง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ๊จงหันมาเล่นโซเชียลและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า กระทั่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ยอดขายหมูทอดดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หมูทอด ร้าน หมูทอดเจ๊จง

จากกระแสตอบรับที่ดีนี้ ทำให้เหล่าผู้ให้บริการ Food Delivery เริ่มชักชวนให้ร้านหมูทอดเจ๊จงเข้าระบบบริการ จนต้องมีการจัดระเบียบหน้าร้านใหม่ เพิ่มจำนวนลูกน้องคอยอำนวยความสะดวกให้ทั้งลูกค้า และบรรดาผู้ขับขี่จากแอปต่างๆ ที่มายืนรอให้ไม่กระทบกัน และได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด โดยช่องทางที่เพิ่มเข้ามานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักจากลูกค้าที่มาร้านตรงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเป็นที่น่าพึงพอใจ

ปัจจุบันหมูทอดเจ๊จงมีทั้งหมด 12 สาขา ตั้งอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางแห่ง เช่น บางบัวทอง สมุทรปราการ เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่มีแผนที่จะเปิดแฟรนไชส์ แม้จะมีคนติดต่อเข้ามาขอซื้อเยอะก็ตาม เนื่องจากเจ๊ไม่ได้ตั้งกำไรของการขายไว้สูง อาจจะทำให้ผู้ที่มาลงทุนรู้สึกไม่คุ้มค่าและไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

บรรยากาศร้าน หมูทอดเจ๊จง

“ค้าขายไม่ถือว่าวิกฤตเลยนะ เจ๊ว่าชีวิตที่ผ่านมาครั้งนั้นมันเป็นวิกฤตกว่ามาก และเจ๊ว่าถ้าเจ๊จะต้องกลับไปเจออย่างนั้น คงยิ้มได้แบบสบายๆ ไม่ต้องกินข้าวทั้งน้ำตาแล้วหละ เรารู้สึกว่าเรามีความสุขมาก แล้วมันต้องอะไรอีกอ่ะคะ บางทีการที่เราดิ้นไปมากๆ มันก็ไม่ได้ทำให้เราสุข บางทีมันทุกข์ด้วยซ้ำ พอเราแค่เราคิดว่าอยากเปิดสาขาเยอะๆ เราก็เริ่มทุกข์แล้ว เราพอแค่นี้ไหม ถ้าอยากจะทำ ให้ลูกทำดีกว่า เราแค่คอยคิดให้เขา แนะนำเขา”

ทุกวันนี้เจ๊จงมีความสุข และรู้สึกเพียงพอต่อสิ่งที่มีเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น หากในอนาคตหากลูกของเจ๊เกิดมีความคิดที่อยากจะขยายสาขา กลับกันก็พร้อมที่จะให้โอกาส พูดคุย และคอยเป็นกุนซือแนะนำช่วยเหลือจนลูกๆ ประสบความสำเร็จ