กกร.วอนการเมืองต้องนิ่งเพื่อดึงนักลงทุน

43
0
Share:

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เปิดเผยว่า ที่ประชุม มีความเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังขาดแรงหนุนให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย นอกจากนี้ ความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังมีผลต่อการลงทุนของภาครัฐ และเป็นข้อจำกัดหากรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
.
แต่ที่ประชุมยังคงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ไว้เท่าเดิมที่ 2.7-3.0% การส่งออกหดตัว -2 ถึง 0% และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.8-1.2%
.
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานที่ประชุม กกร. กล่าวว่า ขณะนี้มีคนสนใจที่จะมาลงทุนในไทยจำนวนมาก เพราะปัจจัยพื้นฐานของไทยยังแข็งแกร่ง โดยมีเงินทุนสำรองจำนวนมาก ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นก็ตาม หากการเมืองนิ่งและมีเสถียรภาพ นักลงทุนก็มีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เห็นได้จากการที่ ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงมาเยือนประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และนักลงทุนได้ยื่นขอ BOI เพื่อพิจารณาโครงการ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
.
แต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยไตรมาส 3 ที่ออกมายังต่ำกว่าคาด และเครื่องชี้เศรษฐกิจเดือน ต.ค.ซึ่งเป็นเดือนแรกของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่ชัดเจน โดยมีเพียงการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนและการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัว แม้ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้าน
.
ดังนั้นกกร. เห็นว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ รัฐบาลควรที่จะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ปีนี้ต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าปรับตัวดีขึ้น และรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวไปมากกว่านี้โดยมีมาตรการที่สำคัญได้แก่
.
มาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” โดยให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค ยกเว้นสินค้าบางประเภท อาทิ สุรา ยาสูบ เป็นต้น รวมทั้งของขวัญปีใหม่ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
.
มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และการจัดอบรมสัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง โดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท และของนิติบุคคลไม่เกิน 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง
.
รวมถึงเร่งรัดการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทั้งผู้ส่งออกและผู้ประกอบการให้รวดเร็วขึ้น และผลักดันโครงการค้ำประกันการส่งออกให้ครอบคลุมตลาดใหม่ๆ
.
ส่วนมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้นมองว่า อาจช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าในระยะสั้น จึงขอให้พิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือ SMEs และหากยังปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบในระยะยาว